Mercedes Benz เตรียมบอกลาวงการน้ำมัน ผลันตัวสู่รถยนต์ไฟฟ้า

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนไป คนยุคใหม่เริ่มหันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมจนเกิดเป็นกระเเสเทรนด์รักโลก คนเริ่มเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก รวมถึงรถยนต์สมัยนี้ก็เปลี่ยนจากการใช้น้ำมันมาเป็นการใช้พลังงานทดแทน

ล่าสุด Daimler ผู้ผลิต และจำหน่ายรถหรูอย่าง Mercedes Benz ได้ประกาศเลิกพัฒนาเครื่องยนต์แบบ Internal Combustion Engine ( ICE ) หรือรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และหันมาทุ่มงบมหาศาลให้กับ Electric Vehicle หรือ รถ EV (รถยนต์ไฟฟ้า) โดยจะเริ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV มาตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2019 ซึ่งจะประเดิมตลาดในประเทศออสเตรเลียในเร็ว ๆ นี้ และคาดว่ารุ่น E-Class, S-Class, SUVs และรุ่นที่ใช้น้ำมัน จะกลายเป็นรุ่นสุดท้ายที่บริษัทจะผลิตออกมา

การประกาศเลิกพัฒนารถยนต์ใช้น้ำมันครั้งนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการรถยนต์ เนื่องจาก Daimler ถือเป็นในผู้นำเก่าแก่ด้านการพัฒนารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน มาเป็นเวลานานกว่า 133 ปี Elon Musk นักธุรกิจผู้ก่อตั้งและซีอีโอรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ได้ออกมาแสดงความยินดี ผ่าน Twitter ว่า “ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะการประกาศยกเลิกพัฒนารถยนต์ใช้น้ำมันของ Mercedes Benz ครั้งนี้ถือว่ามีความหมายมาก ผู้คนต้องจดจำวันนี้”

ถึงแม้ Tesla ต้องมีคู่แข่งรายใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 1 ค่าย เเต่เขาก็ไม่ได้มองว่าผู้ผลิตรายใหม่เป็นคู่แข่งเเต่อย่างใด เเถมยินดีเป็นผู้นำ ในการผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ หันมาทำรถ EV เพื่อช่วยกอบกู้สิ่งแวดล้อม

Share this news

RELATED STORIES

ที่สุดของเนื้อวัวคือโกเบ แล้วอะไรคือที่สุดของเนื้อหมู พาดูหมู 4 สายพันธุ์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด ที่ต้องยกให้เป็นราชันย์แห่งเนื้อหมู
พาส่องรถเข็นเด็กจากแบรนด์หรูที่คุณแม่ยุคใหม่ควรมี เพราะนอกจากจะสวยตามเทรนด์แล้ว ยังครบทั้งฟังก์ชัน บอกได้เลยว่าคุ้มค่าคุ้มราคาแน่นอน
เพชร สินทรัพย์ทางเลือกใหม่ที่น่าลงทุนไม่น้อยกว่าทองและอสังหาริมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี จนนักลงทุนหลายคนหันมาถือสินทรัพย์ทางเลือกอย่างเพชรไว้
Casu Marzu ชีสที่ขึ้นชื่อว่าทั้งแพงที่สุด กิโลกรัมละ 8,800 บาท และอันตรายมากที่สุดในโลก จนถูกบันทึกลง Guinness World Records และถูกแบนจากสหภาพยุโรป
Rolex มือหนึ่งรุ่นฮิตที่ตัวเองอยากได้ไม่มีของจนต้องต่อคิวรอกันเป็นปี ๆ ทำให้หลายคนเริ่มหันไปซื้อมือสองแทนจนทำให้ราคาพุ่งเป็นเท่าตัว หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดของ Rolex ?